ความแจ๋วในผักจิ๋ว ไมโครกรีน

ไมโครกรีน (Microgreen) หรือ Vegetable Confetti หรือที่เราเรียกกันว่า ต้นอ่อน เป็นต้นกล้าขนาดเล็ก มีความสูง 1-3 นิ้ว ประกอบด้วยลำต้นและใบเลี้ยง 1-2 ใบ ไม่นิยมกินราก ต้นอ่อนสามารถที่เพาะได้จากเมล็ดผักสมุนไพรและเมล็ดพืชอีกหลายชนิด ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลาเพาะ 7-14 วัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเมล็ดพืชด้วยค่ะ 

การเพาะไมโครกรีนอาศัยน้ำและแสงแดด เพื่อให้เมล็ดงอกงาม ต่างจากถั่วงอกที่ไม่ต้องการแสงแดดมาช่วยในการเจริญเติบโต ไมโครกรีนจึงเป็นพืชที่สามารถปลูกได้เองที่บ้าน

ต้นอ่อนหรือไมโครกรีน มีสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุสูงกว่าพืชชนิดเดียวกันที่โตเต็มที่แล้ว คนจึงนิยมบริโภคต้นอ่อนมากขึ้น เนื่องจากปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง เป็นผักที่สะอาดและมีสีตามธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์ มีความกรอบอร่อย มีกลิ่นและรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ต้นอ่อนอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) เนื่องจากกระบวนการงอกของเมล็ดนั้น จะมีการย่อยสลายอาหารสะสมไว้ภายในเมล็ดเพื่อให้พืชใช้ในการงอกและการเจริญเติบโต จึงทำให้ต้นอ่อนมีสารอาหารและสารพฤกษเคมีในปริมาณสูง ไม่ว่าจะเป็น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม กรดแอสคอร์บิก โทโคฟีรอล ฟิลโลควิโนน แคโรทีนอยด์ ลูทิน ซีแซนทิน เบตาแคโรทีน แอนโทไซยานิน สารประกอบฟีนอลิค และกลูโคไซโนเลต ซึ่งสารอาหารในต้นอ่อนแต่ละชนิดก็จะต่างกันไปตามชนิดของเมล็ด

โดยเฉพาะอยางยิ่ง เมื่อรับประทานในรูปผักสดจะมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีวิตามิน แร่ธาตุ เอนไซม์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจํานวนมาก ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งและโรคอัลไซเมอร์

ผักที่นิยมนำมาเพาะไมโครกรีน ได้แก่ บรอกโคลี ผักกาด กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี กะหล่ำปม แรดิช วอเตอร์เครส ร็อคเก็ต ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนเมล็ดถั่วลันเตา ต้นอ่อนคะน้า ต้นอ่อนข้าวสาลี

ปัจจุบันมีการนำผักพื้นบ้านไทยที่มีคุณค่าทางโภชนการสูงมาเพาะเป็นไมโครกรีนด้วย เช่น  ผักกาดเขียวน้อย ผักขี้หูด โสน กระถิน ผักบุ้ง ผักโขม เป็นต้น ส่วนเมนูที่นิยมนำต้นอ่อนมาทำ เช่น ยำยอดอ่อนผักบุ้ง ข้าวต้มซี่โครงหมูใส่ต้นอ่อนทานตะวัน  ออมเล็ตต้นอ่อนเคล ลาบไก่ใส่ต้นอ่อนถั่วลันเตา สลัดโรลต้นอ่อนผักบุ้ง เป็นต้น