มหัศจรรย์ผักเคล

ปกติแค่กินผักก็มีคุณค่าดีอยู่แล้ว แต่ที่เรายกให้ “ผักเคล” หรือผักคะน้าใบหยัก เป็น Super Food เพราะสารอาหารของผักชนิดนี้มีมากมาย ยิ่งถ้าได้ทานสดๆ แบบไม่ผ่านความร้อน ก็ยิ่งคงสารอาหารไว้ได้มาก เราจึงมักจะเห็นเคลอยู่ในชามสลัดนั่นเองค่ะ

ผักเคลถือว่าให้พลังงานน้อยเพราะเคล 100 กรัม ให้พลังงาน 35 กิโลแคลอรี่เท่านั้น แต่มีใยอาหารน้อย เคล 100 กรัมมีใยอาหาร 2 กรัม ดังนั้นแนะนำให้กินผักเคลกับข้าวหรือแป้งไม่ขัดสี ผลไม้ เพื่อเพิ่มใยอาหารให้เพียงพอ

เคลมีวิตามิน K สูงมากคือ 100 กรัมมีวิตามิน K ถึง 390 ไมโครกรัม ซึ่งมากกว่าความต้องการของร่างกายที่ต้องการคือวันละ 90-120 ไมโครกรัม  ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเคลปริมาณมากนะคะ

เคลมีวิตามิน C สูงคือ 100 กรัม มีวิตามิน C 93.4 มิลลิกรัม ความต้องการวิตามิน C ใน 1 วันของคนไทยคือ  80-100 มิลลิกรัม  ซึ่งมากกว่าส้มเพราะส้ม 100 กรัม มีวิตามิน C เพียง 27 มิลลิกรัมเท่านั้น แนะนำเพิ่มว่าถ้ากินผักเคลสดๆ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีมากกว่าการปรุงเคลด้วยความร้อนค่ะ

เคลยังมีวิตามิน A และเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ มองเห็นในที่มืดได้ดี  ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ควรปรุงอาหารโดยมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบเพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้นค่ะ

นอกจากนี้ เคลมีแคลเซียมสูงคือ 100 กรัม มีแคลเซียม 250 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณแคลเซียมจากนมวัว 1 แก้วช่วยบำรุงกระดูกเหมาะสำหรับผู้ที่แพ้นมวัว และเคลยังมีธาตุเหล็กสูงด้วยคือ 100 กรัมมี เหล็ก 1.6 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่าในเนื้อวัวที่ 100 กรัม มีธาตุเหล็กเพียง 0.95 มิลลิกรัม และเคลยังมีโอเมก้า-3 ช่วยต้านการอักเสบอีกด้วยค่ะ

รู้สรรพคุณมหาศาลขนาดนี้แล้ว มาดูกันดีกว่าว่าจะนำผักเคลมาทำสลัดหรือทานกับอะไรได้บ้าง เรามี 4 ไอเดียมานำเสนอค่ะ

  1. สลัดผักเคล โรยหน้าอัลมอนด์ และทานกับสตอเบอร์รี่
  2. สลัดผัดเคล ทานไข่ต้ม และข้าวโพด
  3. สลัดผักเคล ทานกับอกไก่ ผสมควินัว และบรอกโคลี
  4. เวอร์ชั่นสะดวกรวดเร็วที่สุดคือ น้ำปั่นผักเคล นั่นเอง

อ้างอิง ตารางคุณค่าโภชนาการจาก https://fdc.nal.usda.gov/fdc-app.html#/food-details/323505/nutrients